Top
 

ศูนย์บริการธุรกิจ


การทำธุรกิจในดูไบ

มารยาททางธุรกิจ (Business Etiquette)

“มารยาททางธุรกิจ” เป็นเรื่องที่นักธุรกิจไทยควรทำความเข้าใจเพื่อประโยชน์ในการติดต่อทำธุรกรรมโดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลางที่มีขนบธรรมเนียมแตกต่างจากไทยเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการสื่อสาร ที่อาจส่งผลให้เกิดความผิดใจกันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในที่สุด ทุกๆ ประเทศในโลกล้วนมีวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกันไป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่มองข้ามไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่เจ้าของประเทศ และเพื่อทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น
การพบปะ/ทักทาย
ตำแหน่งนำหน้าชื่อเป็นสิ่งสำคัญมากในสังคมอาหรับ เวลากล่าวชื่อหรือเขียนจ่าหน้าถึงใครต้องแน่ใจว่าใช้คำได้ถูกต้อง เช่น เชค(Sheikh)ใช้เรียกตำแหน่งหัวหน้า เชคเคาะ(Sheikha)ใช้เรียกตำแหน่งหัวหน้าที่เป็นผู้หญิง ซัยยิด(Sayed แปลว่า Mr.)ใช้เรียกผู้ชาย ซัยยิดดะ(Sayeda แปลว่า Ms.)ใช้เรียกผู้หญิง เป็นต้น และการเรียกชื่อชาวอาหรับนั้นโดยปกติจะเรียกชื่อแรกก่อน เช่น ชื่อนาย มูฮัมหมัด อาลี จะต้องเรียกว่า ซัยยิด มูฮัมหมัด เป็นต้น
ตัวอย่าง
เมื่อเราเข้าไปในห้องที่มีชาวอาหรับหลายคน เราควรกล่าวทักทายขอบคุณผู้อาวุโสที่สุดในห้องก่อนเป็นคนแรก
สำหรับวงการธุรกิจในตะวันออกกลาง มีวัฒนธรรมการจับมือแสดงการทักทายซึ่งใช้กันทั่วไป และในบางครั้งอาจจับมือกันเป็นระยะ เวลานานกว่าปกติ เมื่อเราแสดงการทักทายโดยการจับมือแล้วควรรอให้อีกฝ่ายเป็นผู้ถอนมือออกก่อน ถ้าต้องทักทายคู่สนทนาที่เป็นสุภาพสตรี ควรรอให้ฝ่ายหญิงเป็นผู้ยื่นมือมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุภาพสตรีชาวมุสลิมจะไม่จับมือกับผู้ชายด้วยข้อจำกัดทางศาสนา ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพตามหลักศาสนา สุภาพสตรีชาวต่างชาติควรรอสัญญาณการยื่นมือจากสุภาพบุรุษชาวมุสลิมก่อนเช่นกัน
ใช้มือขวาให้เป็นนิสัยในการจับมือทักทาย รับประทานอาหารหรือส่งของให้กัน เพราะสำหรับชาวมุสลิมนั้น มือซ้ายเป็นมือที่ไว้ทำความสะอาดร่างกาย จึงถือว่าไม่สะอาด
อย่าประหลาดใจถ้าเห็นชายชาวอาหรับจูงมือผู้ชาย เพราะการจับมือกันระหว่างผู้ชายนั้นถือเป็นเรื่องปกติในสังคมอาหรับ
ชาวตะวันออกกลางจะมีพื้นที่ส่วนตัวในการแสดงความสุภาพและเกรงใจให้กันและกัน โดยดูจากระยะห่างของคู่สนทนา ซึ่งอาจดูไม่สุภาพในสายตาชาวตะวันตกถ้าชาวอาหรับรักษาระยะห่างโดยการถอยออกห่างในขณะที่คู่สนทนาขยับเข้ามาใกล้
ชาวอาหรับจะให้ความเคารพผู้อาวุโสเป็นอย่างมากและแสดงออกในหลายๆสถานการณ์ เช่น ลุกยืนขึ้นเมื่อผู้อาวุโสเดินเข้ามาในห้อง ทักทายผู้อาวุโสเป็นลำดับแรก ให้บริการผู้อาวุโสเป็นลำดับแรก ลุกขึ้นยืนเมื่อต้องพูดกับผู้อาวุโส
ในกรณีพบปะสังสรรค์กับคนที่รู้จักเป็นครั้งแรก แม้ผู้รับจะไม่คาดหวังของขวัญ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆเพื่อสร้างความสัมพันธ์ โดยของขวัญอาจจะเป็นหนังสืออ่านสนุกๆ ของที่ระลึกสื่อถึงบริษัทที่เขาทำ หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพื้นเพหรือกิจกรรมยามว่างของผู้รับ อย่างไรก็ตามไม่ควรมอบ ปากกา หรือ นาฬิกาติดข้างฝาธรรมดาเพียงเพื่อให้เป็นของขวัญ ในกรณีที่เป็นหัวหน้าอาวุโสอาจไม่จำเป็นต้องจัดหาของขวัญเพื่อมอบให้กับผู้อื่น
เพศและการแต่งกาย
ผู้ชายควรหลีกเลี่ยงการจ้องหรือสบสายตาเป็นเวลานานกับผู้หญิงชาวมุสลิม
การสอบถามข้อมูลเรื่องภรรยาหรือลูกสาวถูกมองว่าไม่เหมาะสม ควรจะถามในประเด็นของครอบครัวและสุขภาพจะดีกว่า ซึ่งก็ไม่ควรเจาะจงแต่สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้หญิงเพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัวมากของชาวอาหรับ
การแต่งกายอย่างสุภาพเป็นเรื่องสำคัญในตะวันออกกลาง ผู้ชายและผู้หญิงควรแต่งกายให้มิดชิด ปิดไหล่ แขน ขา ปิดนิ้วเท้าเพื่อป้องกันความรู้สึกต่อต้านจากชาวท้องถิ่น ทุกคนควรถอดรองเท้าและผู้หญิงควรคลุมผมเมื่อต้องเข้าสถานที่ทางศาสนา
ธุรกิจคือตัวบุคคล
ในตะวันออกกลาง การทำธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับความสนิทสนมส่วนตัว ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความเชื่อใจและการให้เกียรติเป็นอย่างมาก ดังนั้นการทำธุรกิจโดยสร้างความเป็นมิตรและการไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นสิ่งสำคัญ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ เมื่อคุณมีเพื่อน หรือคนรู้จักที่เกี่ยวข้องในธุรกิจของคุณ ธุรกิจจะดำเนินไปได้อย่างเรียบร้อยสะดวกรวดเร็วขึ้น และระบบการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนพื้นฐานของการตอบแทน การช่วยเหลือกันจะถูกจดจำตลอดไป
การพบปะกันในครั้งแรกจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น คุณควรเปิดการสนทนาและพยายามทำความรู้จักผู้ที่คุณกำลังจะทำธุรกิจด้วยให้มากที่สุด
อายุ เงิน และความเกี่ยวข้องกันในครอบครัวเป็นปัจจัยชี้ขาดหลักที่จะระบุสถานะของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่าคุณเป็นใคร จึงสำคัญกว่าคุณประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง และเป็นเรื่องปกติที่สมาชิกหลายๆคนในครอบครัวเดียวกันจะทำงานในบริษัทเดียวกัน
ในบทสนทนาควรไต่ถามถึงสุขภาพและความเป็นอยู่ในครอบครัว มีลูกกี่คน(ไม่ควรถามว่ามีภรรยากี่คน) ลูกเรียนชั้นอะไร ให้ความสนใจกับครอบครัวผู้สนทนาเพื่อเป็นใบเบิกทางในการสร้างความไว้ใจและความสัมพันธ์อันดีซึ่งกันและกัน
การประชุมและการเจรจาต่อรอง
เวลาทำงานโดยทั่วไป เริ่มวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี
การตรงต่อเวลาไม่ใช่นิสัยแบบฉบับของชาวอาหรับท้องถิ่น และทัศนคติในเรื่องเวลาถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่เข้มงวด ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ถ้าคุณจะต้องรอในการติดต่อธุรกิจกับชาวอาหรับ
ในการพบปะพูดคุยกันในห้องประชุมจะต้องจัดเตรียมกาแฟและขนมขบเคี้ยวเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ การต้อนรับขับสู้ถือเป็นเรื่องที่ชาวตะวันออกกลางใส่ใจเป็นอย่างมากและจะภาคภูมิใจมากเมื่อได้แสดงการต้อนรับอย่างสมเกียรติ การปฏิเสธเมื่อเจ้าบ้านเสนอให้ อาจทำให้ขัดเคืองใจ คุณควรรับสิ่งที่ถูกเสนอไว้และกล่าวชมไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มตามความเหมาะสม
เมื่อนั่งในที่ประชุม ไม่ควรนั่งเปิดพื้นรองเท้าให้ผู้อื่นเห็น ซึ่งเป็นสัญญาณของความไม่เคารพกัน ในมุมมองของชาวอาหรับการแสดงฝ่าเท้าหรือการใช้เท้าสัมผัสผู้อื่นเป็นเรื่องหยาบคาย
การประชุมอาจจะไม่มีระเบียบเคร่งครัด มีการรับโทรศัพท์ ตอบรับอีเมล์หรือส่งข้อความระหว่างประชุม และอาจมีคนเข้าออกห้องประชุม โดยไม่ได้แจ้งให้ทราบและเริ่มสนทนาในหัวข้อของพวกเขาเอง ขอให้คุณเตรียมตัวและฝึกความอดทนเอาไว้ด้วย
พื้นฐานของชาวอาหรับเป็นชนชาติค้าขายและเป็นนักเจรจาต่อรองชั้นยอด การต่อรองถูกนำมาใช้ในห้องประชุม การตัดสินใจจึงเป็นไปอย่างช้าๆ และระบบพิธีการทางราชการมีส่วนทำให้งานล่าช้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ศาสนา
ประเทศในกลุ่มอาหรับอ่าวรวมถึงประเทศยูเออีล้วนเป็นประเทศอิสลาม การกล่าวดูถูกศาสนาอิสลามหรือศาสดาเป็นเรื่องคุกคามอย่างร้ายแรงที่สุด ชาวมุสลิมจะปฏิบัติตามหลักคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมู ด้วยเหตุนี้คุณไม่ควรบริโภคสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางศาสนาหรือเจ้าหน้าที่ราชการ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกห้ามไม่ให้บริโภคในที่สาธารณะ
ชาวมุสลิมจะละหมาด 5 ครั้งต่อวัน คุณอาจได้ยินการประกาศเรียกเพื่อไปละหมาดจากมัสยิด เวลาคร่าวๆในการละหมาดคือ ระหว่างย่ำรุ่งถึงพระอาทิตย์ขึ้น หลังเที่ยงวันครึ่งชั่วโมง ประมาณบ่ายสามโมง หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน และชั่งโมงครึ่งหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน
อื่นๆ
ชาวตะวันออกกลางจะติดต่อสื่อสารโดยใช้ภาษาท่าทางและการเน้นเสียงซึ่งคนอื่นอาจรับรู้ได้เมื่อมีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ และเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวอาหรับจะตอบสนองต่อความโกรธหรือเรื่องน่าหนักใจด้วยการยิ้มหรือหัวเราะเล็กน้อย สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ใส่ใจหรือไม่จริงจังต่อผู้พูดในสถานการณ์เหล่านั้น

เขตปลอดอากร (Free Zone)

การตั้งบริษัทในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี)ทำได้หลายวิธี อาทิ การก่อตั้งบริษัทในเขตปลอดอากร หรือ Free Zoneเขตปลอดอากร คือพื้นที่ที่รัฐบาลได้กำหนดขอบเขตขึ้นมาเพื่อให้ผู้ประกอบการในภาคเอกชนนั้น ได้ดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร โดยมีการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆที่มากกว่าพื้นที่เศรษฐกิจทั่วไป
ปัจจุบัน เขตปลอดอากรในยูเออีมีทั้งสิ้น 37 เขต และส่วนใหญ่อยู่ในรัฐดูไบมากกว่า 20 เขต เขตปลอดอากรในดูไบ จำแนกออกเป็นธุรกิจ 2 ประเภท โดยมีกฎเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์ดังนี้
1. รูปแบบบริษัททั่วไป (Free Zone Company) มีข้อดี คือ
- ผู้ประกอบการสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้เอง โดยไม่ต้องหาสปอนเซอร์ท้องถิ่นหรือพาร์ทเนอร์ร่วมลงทุนในธุรกิจ
- ทางเขตปลอดอากรจะอำนวยความสะดวกในด้านเอกสาร งานแปล รับรองเอกสาร ด้านสถานที่และสาธารณูปโภค ตลอดจนให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดในเรื่องโครงสร้างของบริษัทที่เหมาะสมกับแผนธุรกิจ รวมทั้งจัดการบัญชีธนาคารของบริษัท ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ว่าข้อมูลของบริษัทจะปลอดภัย
- เสียภาษีรายได้ 0 เปอร์เซ็นต์ หรือปลอดภาษี และยังปลอดภาษีทั้งแบบนำเข้า และการนำเข้าเพื่อส่งออก
- เมื่อต่อสัญญาในเขตปลอดอากร ค่าธรรมเนียมจะถูกลงกว่าในครั้งแรก
- สามารถดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจได้หลากหลาย และติดต่อธุรกรรมได้แบบนานาชาติ
- ผู้ประกอบการสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้
- สามารถจ้างลูกจ้างและออกวีซ่าให้ลูกจ้างได้ตามต้องการ
2. บริษัทลูก (Offshore Company) คือ บริษัทลูกในดูไบซึ่งมีบริษัทแม่ในต่างประเทศ ในรูปแบบนี้ จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในต่างประเทศที่ต้องการขยายธุรกิจมายังยูเออี เงื่อนไขจะแตกต่างจากบริษัททั่วไปเล็กน้อย กล่าวคือ
- ไม่จำกัดเงินลงทุนขั้นต่ำเอาไว้ แต่ก็แนะนำให้ ควรมีไว้อย่างน้อยประมาณ 10,000 AED (ประมาณ 88,000บาท) (อัตราแลกเปลี่ยน 1 AED เท่ากับ 8.8 บาท)
- ไม่จำเป็นต้องจัดตั้งสำนักงาน
- ในการจดทะเบียนบริษัทต้องมีผู้อำนวยการอย่างน้อยหนึ่งคน
- มีรายงานบัญชีทางการเงินประจำปีที่ได้รับการตรวจสอบจากเขตปลอดอากร เพื่อป้องกันการฟอกเงิน
- มีรายงานการประชุมประจำปีเหมือนกับบริษัททั่วไป
- ถ้าบริษัทต้องการทำธุรกิจซื้อขายต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐก่อน
เราสามารถติดต่อบริษัทนายหน้าที่มีอยู่หลายแห่งเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อดำเนินการในขั้นตอนต่างๆ และให้คำปรึกษาในเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งค่าธรรมเนียมในการก่อตั้งบริษัทแบบใช้บริการบริษัทนายหน้า รวมค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนและดำเนินการเรื่องเอกสาร ในเขตปลอดอากรของรัฐดูไบ มีราคาเหมาจ่ายแบบแพ็คเกจที่ 50,000 AED (ประมาณ 440,000บาท) ในรัฐชาร์จาห์ 25,000 AED (ประมาณ 220,000บาท) ในรัฐรัสอัลไคม่า 15,000 AED (ประมาณ 132,000บาท)
กรณีการก่อตั้งบริษัทในเขตปลอดอากรในดูไบ โดยไม่ผ่านบริษัทนายหน้าจะมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นดังนี้
- ค่าธรรมเนียมในการจัดตั้งบริษัท 5,000 AED (จ่ายครั้งเดียว)
- ค่าธรรมเนียมทำสัญญาข้อตกลง 2,000 AED (จ่ายครั้งเดียว)
- ค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาติประกอบการ 15,000 AED (จ่ายต่อปี)
- พื้นที่ทำงานในสำนักงานขนาด1โต๊ะ 17,000 AED (จ่ายต่อปี)
- วีซ่าต่อคน 5,000 AED (อายุวีซ่า 3 ปี)
รวมค่าธรรมเนียมแรกเริ่มทั้งสิ้นประมาณ 44,000 AED (ประมาณ 387,000บาท) ซึ่งสามารถติดต่อเขตปลอดอากรที่ตนสนใจได้โดยตรง
รูปแบบธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญในการเลือกเขตปลอดอากร อาทิ ธุรกิจ การนำเข้าส่งออก บริษัทให้คำปรึกษา หรือให้บริการออนไลน์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้สถานที่เพื่อติดต่องาน เราสามารถเลือกเขตปลอดอากร Dubai Multi Commodities Center, Sharjah Airport Free Zone, RAK Free Zone, Fujaira FZ เป็นต้น หรือ เลือกตามเขตปลอดอากรที่แบ่งประเภทธุรกิจอย่างชัดเจน เช่น ด้านอุตสาหกรรม (Khalifa Industrial Zone), ด้านคอมพิวเตอร์ (Dubai Silicon Oasis), ด้านสื่อ (Dubai Media City), ด้านการศึกษา (Dubai Academic City), ด้านว่าจ้างพนักงานภายนอกบริษัท (Dubai Outsource Zone), ด้านยานยนต์ (Dubai Auto Zone), ด้านสาธารณสุข (Dubai Healthcare City), ด้านการขนส่งสินค้า (Dubai Logistics City), ฉะนั้นธุรกิจอยู่ในประเภทใด ก็ควรเลือกเขตปลอดอากรให้สอดคล้องกัน
อย่าลืมที่จะสอบถามถึงรายละเอียดเพื่อให้แน่ใจก่อนลงนามในสัญญา เช่น สถานที่จริงเป็นอย่างไร มีขนาดเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมของเขตปลอดอากรนั้นๆ จะรับพนักงานและออกวีซ่าให้แก่พนักงานได้กี่คน เงื่อนไขรายละเอียดในเชิงลึก งบประมาณที่เรามีกับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทั้งหมด
จากรายละเอียดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การตั้งบริษัทในเขตปลอดอากรนั้นมีข้อดีหลักอยู่ 3 ข้อคือ เป็นเจ้าของได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ สะดวกรวดเร็วในการก่อตั้งและไม่ต้องจ่ายภาษี
แต่ก็มีสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ โดยส่วนใหญ่แล้วเขตปลอดอากรจะตั้งอยู่ในเขตพิเศษขนาดใหญ่ที่มีแต่สำนักงาน ไม่มีแหล่งชุมชน จึงอาจไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องใช้จุดยุทธศาสตร์เพื่อเข้าถึงแหล่งชุมชน เช่น ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจสปา และเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรูปแบบบริษัทท้องถิ่นที่ต้องอาศัยสปอนเซอร์ท้องถิ่น

บริษัทจำกัด Limited liability Company (LLC)

ในปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) เป็นประเทศเป้าหมายของนักลงทุนจากทั่วโลก สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น กลยุทธ์โครงสร้างทางธุรกิจแบบปลอดภาษี การเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรี ปัญหาอาชญากรรมที่เบาบาง และเสถียรภาพทางการเมือง กระแสเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ส่งเสริมการค้าขายสินค้า(Trading) และธุรกิจท่องเที่ยว(Traveling) ของยูเออีให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจในประเทศ
การตั้งบริษัทในยูเออีทำได้หลายวิธี อาทิ การก่อตั้งบริษัทในรูปแบบบริษัทจำกัด โดยกฎหมายของยูเออี ได้กำหนดประเภทของบริษัทพาณิชย์เอาไว้ 7 ประเภท ดังนี้
1)General Partnership Company (ห้างหุ้นส่วนสามัญ)
2)Partnership-en-commendams (ห้างหุ้นส่วนจำกัด)
3)Joint venture Company (บริษัทร่วมทุน)
4)Public Shareholding Company (บริษัทผู้ถือหุ้นสาธารณะ)
5)Private Shareholding Company (บริษัทผู้ถือหุ้นเอกชน)
6)Limited liability Company (LLC) (บริษัทจำกัด)
7)Share Partnership Company (ห้างหุ้นส่วนในหุ้น)
ในทุกประเภทบริษัทจำเป็นต้องมีใบอนุญาติประกอบกิจการ (Business License / Trade License) ซึ่งโดยพื้นฐานใบอนุญาตประกอบกิจการ มี 3 ประเภท ขึ้นอยู่กับกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัท โดยบริษัทหนึ่งสามารถออกใบอนุญาตได้เพียงหนึ่งประเภท ดังนี้
1)Commercial License ออกให้แก่บริษัทที่ทำการค้าขาย
2)Industrial License ออกให้แก่โรงงานที่ทำการผลิตสินค้า
3)Professional License ออกให้แก่บริษัทที่จัดหางานบริการ ช่างฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือให้คำปรึกษา
กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ Department of Economic Development (DED) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบออกใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยกระทรวงฯ ได้เปิดสำนักงานเพื่อดำเนินการในหลายพื้นที่ โดยสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Clock Tower รัฐดูไบ สำหรับธุรกิจบางประเภทจำเป็นต้องได้รับการรับรองเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเพื่อขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางการเงิน บริการด้านสุขภาพ สื่อสิ่งพิมพ์ ค้าขายอาหาร เป็นต้น
สำหรับชาวต่างชาติผู้ที่ต้องการก่อตั้งบริษัทในยูเออี รูปแบบบริษัทที่เหมาะสมที่สุด คือ รูปแบบบริษัทจำกัด(LLC) หรือเรียกอีกอย่างว่า บริษัทท้องถิ่น (Local Company) ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทที่เก่าแก่ที่สุด มีเงื่อนไขคือ สปอนเซอร์ท้องถิ่นต้องมีสัดส่วนการถือหุ้น (Ownership) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และชาวต่างชาติไม่เกินร้อยละ 49 รูปแบบ LLC สามารถก่อตั้งโดยผู้ร่วมหุ้นอย่างน้อย 2 คน แต่ไม่เกิน 50 คน ซึ่งแต่ละคนจะจำกัดความรับผิดชอบตามสัดส่วนหุ้นที่ตัวเองถือในบริษัท รูปแบบ LLC สามารถมอบหมายหน้าที่การบริหารจัดการให้ผู้ถือหุ้นในบริษัทหรืออาจจะเป็นบุคคลภายนอกบริษัทก็ได้
สังเกตได้ว่า สปอนเซอร์ท้องถิ่นมีสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่าชาวต่างชาติผู้เข้ามาลงทุน ในส่วนนี้ผู้ถือหุ้นสามารถทำข้อตกลงระหว่างกันในเรื่องการแบ่งผลกำไรให้แก่สปอนเซอร์ ตามอัตราร้อยละตามสัดส่วนจริงที่ได้ลงทุนไป หรืออาจจะไม่แบ่งผลกำไรเลยก็สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม สปอนเซอร์ต้องได้ค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งอาจคิดเป็นอัตราส่วนของผลกำไร หรืออัตราส่วนของรายรับแต่ที่นิยมกันมากที่สุดคือ จ่ายตามจำนวนเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น เพราะจะได้ไม่ต้องเปิดเผยตัวเลขบัญชีให้สปอนเซอร์ทราบ
ข้อดีของรูปแบบบริษัท LLC คือ
1)สามารถติดต่อทำธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐและบริษัทท้องถิ่นได้ง่ายกว่ารูปแบบอื่น
2)มีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายสามารถรองรับธุรกิจได้ทุกประเภท
3)หาสำนักงานหรือร้านค้าได้ในราคาไม่แพง ไม่มีข้อจำกัด ตรงกับความต้องการและศักยภาพของธุรกิจ
4)ไม่กำหนดทุนขั้นต่ำของบริษัท
5)สามารถเปิดบัญชีธนาคารระหว่างประเทศได้ง่ายในนามบริษัทจำกัด
ขั้นตอนในการลงทะเบียนจัดตั้งบริษัทมีดังนี้
1)ทำข้อตกลงกับหุ้นส่วนชาวยูเออีหรือสปอนเซอร์ท้องถิ่น เพื่อหาข้อสรุปในการจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี ส่วนแบ่งรายได้ของหุ้นส่วน แจ้งความคาดหวังในการรับความช่วยเหลือจากสปอนเซอร์ หุ้นส่วนทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา
2)ยื่นเอกสารและกรอกแบบฟอร์มต่อกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ (DED) เพื่อขอชื่อบริษัทและรับการอนุมัติในการทำธุรกิจ
3)หาสถานที่เพื่อจัดตั้งสำนักงานหรือร้านค้า เพื่อนำสัญญาเช่าไปเป็นหลักฐานในการยื่นขอจดทะเบียนบริษัท
4)ร่างบันทึกข้อตกลง(MOA) ร่วมกับสปอนเซอร์ท้องถิ่นโดยบริษัทกฎหมายสามารถช่วยร่างบันทึกได้ บันทึกข้อตกลงต้องระบุถึงรายละเอียดในการดำเนินธุรกิจ ส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของบริษัทของหุ้นส่วน การจัดการส่วนแบ่งผลกำไร ขั้นตอนนี้ต้องได้รับการรับรองจากศาลดูไบ (Dubai Court)
5)ยื่น MOA และแบบฟอร์มใบอนุญาติจัดตั้งบริษัท สัญญาเช่าสำนักงานหรือร้านค้าและเอกสารทางกฎหมายอื่นๆ แก่ DED และจ่ายค่าธรรมเนียม จากนั้นอีก 1 สัปดาห์จึงจะได้รับใบอนุญาติ(License) ทั้งนี้กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์
ค่าใช้จ่ายสำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการเริ่มต้นที่ 14,000 AED (ประมาณ 123,200 บาท) แปรผันตามขนาดและประเภทของธุรกิจ
เรื่องที่ต้องระมัดระวังคือ ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจข้อตกลงต่างๆ และเจรจากับสปอนเซอร์ท้องถิ่นให้รับทราบไปในทิศทางเดียวกันก่อนที่จะนำเอกสารไปรับรองที่ศาล รวมถึงต้องทราบประเภทของใบอนุญาตก่อนยื่นเรื่อง และต้องสามารถยืนยันค่าธรรมเนียมและบัญชีธนาคารของบริษัทแก่ศาลได้

เอกสารที่ใช้ประกอบการจัดตั้งบริษัท (related-business documents)

จดหมายอ้างอิงจากธนาคาร (bank reference letter)คือเอกสารจากธนาคารที่จะออกให้แก่บริษัทเพื่อลงทะเบียนบุคคลใดบุคคลหนึ่งในบริษัท สามารถใช้ในการเปิดบัญชีของบริษัทและใช้เพื่อวัตถุประสงค์เป็นการเฉพาะ
โดยจดหมายจะออกให้เมื่อมีการยื่นขอ จดหมายจะจ่าหน้าถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (To Whomever it may concern) เนื้อความจดหมายจะมีข้อความรับรองสถานะของบัญชีธนาคารและอาจระบุบ้านเลขที่ในจดหมายเพื่อใช้ยืนยันบิลค่าใช้จ่ายของบริษัท จดหมายต้องมีลายเซ็นและตราประทับของธนาคาร พร้อมทั้งหัวจดหมายของธนาคารด้วย
เอกสารที่มีผลทางกฎหมาย (legalization of the documents) คือ เอกสารที่ผ่านการรับรองเอกสาร(Attestation) หรือผ่านการรับรองลายมือชื่อ(notarization) หรือทั้งสองอย่าง โดยเอกสารที่มีผลทางกฎหมายจะช่วยทำให้มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ติดต่อทางธุรกรรมในทางกฎหมาย เพื่อพิสูจน์กับองค์กรที่ร้องขอเอกสารว่าเป็นเอกสารของจริง
สามารถรับรองเอกสารได้จากหลายแห่ง เช่น องค์กรที่ออกเอกสารนั้น ธนาคาร ฝ่ายบัญชี บริษัทกฎหมาย บริษัทรับรองลายมือชื่อ สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศที่ท่านกำลังจะใช้เอกสารเหล่านั้น
หนังสือบริคณห์สนธิ (Memorandum of Association MOA) คือหนังสือที่หุ้นส่วนของบริษัททุกคนรับรู้และเขียนขึ้นมาร่วมกัน และได้เห็นด้วยกับข้อความในแต่ละอนุประโยค ซึ่งต้องมีลายเซ็นจากหุ้นส่วนทุกคนกำกับ เนื้อหาภายในระบุถึงรายละเอียดการดำเนินงานของบริษัท ประเภทธุรกิจของบริษัท ที่มาแหล่งเงินทุน สัดส่วนในหุ้นของหุ้นส่วนแต่ละคนและสัดส่วนส่วนแบ่งผลกำไร ชื่อหุ้นส่วนลำดับแรก ขอบเขตอำนาจของผู้อำนวยการ กำหนดการนัดประชุม รายละเอียดการจดบันทึก และเรื่องอื่นๆที่คิดว่าจำเป็นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหุ้นส่วนทุกคนในบริษัทสามารถทำการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิได้ในอนาคต
ใบรับรองความประพฤติ (good conduct certificate) คือ ใบรับรองที่ออกโดยกรมตำรวจ ใช้ในกรณีที่ท่านต้องการขอใบทะเบียนการค้า(trade license) กับกระทรวงการท่องเที่ยวของดูไบ หรือกรณีที่ท่านต้องการเป็นผู้แทนบริษัท(PRO)ในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเราต้องไปที่สถานีตำรวจนำหนังสือเดินทางตัวจริงและรูปถ่าย 2 ใบ กรอกแบบฟอร์ม แสตมป์ลายนิ้วมือ ตรวจเอกสาร กระบวนการขอใบรับรองความประพฤติจะใช้ระยะเวลา 3 วันทำการ


Updated by : Royal Thai Consulate General - Dubai, United Arab Emirates

Last Updated : 29/02/2016

Language